ImmunoCAP(R) ถูกนำไปใช้ในการศึกษาโรคภูมิแพ้ครั้งใหญ่ที่สุด

อุปซาลา, สวีเดน, 27 พ.ค. / พีอาร์นิวส์ไวร์ – เอเชียเน็ท / อินโฟเควสท์
Phadia ผู้นำระดับโลกด้านการวินิจฉัยโรคภูมิแพ้นอกร่างกาย มีความยินดีที่ได้มีส่วนสนับสนุนการศึกษาโรคภูมิแพ้แบบตัดขวาง (cross-section) ครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยการศึกษาครั้งนี้ใช้ชุดตรวจเลือด ImmunoCAP(R) ของ Phadia ซึ่งเป็นอุปกรณ์ทดสอบอาการแพ้ชั้นนำของตลาด

(โลโก้: http://www.newscom.com/cgi-bin/prnh/20101208/425503)

               การศึกษาครั้งสำคัญซึ่งจัดทำโดยบริษัท Quest Diagnostics ผู้นำของโลกด้านการทดสอบ ให้ข้อมูล และให้บริการด้านการวินิจฉัย ได้ผลลัพธ์จากการทดลองในผู้ป่วยกว่า 2 ล้านคน โดยรายงาน Health Trends Report(TM) ยืนยันว่า การแพ้อาหารในวัยเด็กจะเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดอาการแพ้มากขึ้นและรุนแรงขึ้น ซึ่งรวมถึงอาการหอบหืด เมื่อเด็กโตขึ้น นอกจากนั้นรายงานยังเปิดเผยว่า ผู้ป่วยโรคหอบหืดมีแนวโน้มเกิดอาการแพ้มากกว่าปกติ 20% ซึ่งข้อมูลนี้ตอกย้ำว่าการทดสอบอาการแพ้และการลดปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดอาการแพ้ในผู้ป่วยแต่ละคน เป็นขั้นตอนที่สำคัญมากในการรักษาผู้ป่วยโรคหอบหืด

               การศึกษาพบว่า ผู้ป่วยราวครึ่งหนึ่งที่เข้าร่วมการทดลอง (5 ใน 9) ไม่แสดงอาการแพ้เมื่อผ่านการทดสอบกับสารก่อภูมิแพ้อย่างน้อย 1 ใน 11 ชนิด ซึ่งผู้ทำการทดสอบสันนิษฐานว่าผู้ป่วยบางส่วนอาจแพ้สารกระตุ้นอย่างอื่นที่ไม่ได้ใช้ในการทดสอบนี้ ขณะเดียวกันก็สันนิษฐานว่าผู้ป่วยจำนวนมากอาจไปพบแพทย์ด้วยอาการเหมือนแพ้ที่เกิดจากโรคประจำตัวที่ไม่ใช่โรคภูมิแพ้ ซึ่งข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการแยกแยะผู้ป่วยว่ามีอาการแพ้จริงหรือไม่ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยจำนวนมาก

            เดวิด เอสโพซิโต (David Esposito) ประธานและกรรมการผู้จัดการของ Phadia US กล่าวว่า “พวกเราชื่นชม Quest Diagnostics กับบทบาทความเป็นผู้นำในการชูประเด็นเรื่องผลกระทบของอาการภูมิแพ้ในประเทศของเราให้กลายเป็นที่สนใจ ข้อมูลนี้ทำให้เราสามารถทำงานร่วมกันเพื่อสนับสนุนแนวทางปฏิรูปด้านการรักษาสุขภาพที่เรียกร้องให้มีการดูแลผู้ป่วยที่ดีขึ้นด้วยค่าใช้จ่ายที่ถูกลง ด้วยความรู้ด้านโรคภูมิแพ้ที่มีอยู่เต็มเปี่ยมและความพร้อมในการเตรียมแผนรับมือกับโรคภูมิแพ้หรือโรคหอบหืด ทำให้ผู้ป่วยสามารถลดจำนวนการเข้าพบแพทย์นอกตารางนัดหมายหรือเข้าห้องฉุกเฉิน ซึ่งลดความจำเป็นในการรักษาด้วยยาซึ่งรวมถึงยาพ่นชนิด corticosteroid แบบต่อต้านระยะยาวร่วมกับการรักษาด้วยยาต่างๆ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูง รวมถึงลดจำนวนวันที่มีอาการเจ็บป่วยซึ่งเป็นเหตุให้ไม่สามารถไปโรงเรียนหรือทำงานได้ เราหวังว่าเจ้าหน้าที่กำหนดนโยบายจะใช้ข้อมูลนี้เพื่อสนับสนุนและยอมรับแนวทาง NIH Guidelines ซึ่งแนะนำให้มีการทดสอบโรคภูมิแพ้ในผู้ป่วยทุกคนที่เป็นโรคหอบหืดเรื้อรัง”

            การศึกษาอ้างอิงจากผลการทดสอบแบบลบเอกลักษณ์ที่จะทำให้ระบุตัวบุคคลได้ (de-identified) จำนวน 14 ล้านครั้ง โดยผลการทดสอบแต่ละครั้งแสดงถึงลักษณะอาการแพ้ที่มีต่อสารก่อภูมิแพ้ 1 ชนิดหรือมากกว่าจากทั้งหมด 11 ชนิด ซึ่งได้แก่ อาหาร 5 ประเภท (ไข่ขาว นม ถั่วลิสง ถั่วเหลือง และแป้งสาลี) แร็กวีด เชื้อราและไรฝุ่นสองชนิด รวมถึงขนแมวและขนสุนัข

Phadia จะใช้ข้อมูลจากรายงาน Quest Health Trends Report ในการขยายขอบเขตการใช้ชุดตรวจเลือด ImmunoCAP Specific IgE เพื่อสนับสนุนวิธีการวินิจฉัยและการจัดการโรคภูมิแพ้ตามแนวทาง (Guidelines) Phadia และ Quest Diagnostics เป็นพันธมิตรกันเพื่อปรับปรุงการวินิจฉัยและการประเมินโรคภูมิแพ้มาเป็นเวลากว่า 2 ทศวรรษ

รายงานฉบับเต็มที่มีชื่อว่า Allergies Across America Health Trends Report by Quest Diagnostics ได้รับการเผยแพร่เมื่อไม่นานมานี้ สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.questdiagnostic.com

เกี่ยวกับ Phadia
Phadia AB เป็นผู้นำระดับโลกด้านการวินิจฉัยโรคภูมิแพ้ หืดหอบ และภูมิแพ้ตัวเอง Phadia พัฒนา ผลิต และทำตลาดระบบตรวจเลือดแบบครบวงจรเพื่อสนับสนุนการตรวจวินิจฉัยทางคลินิก Phadia มีบริษัทที่ทำการตลาดในกว่า 20 ประเทศ และมีผู้จัดจำหน่ายในกว่า 60 ประเทศ

http:www.phadia.com

สื่อมวลชนติดต่อ
อูล์ฟ บลาดิน (Ulf Bladin)
รองประธานฝ่ายการตลาด สื่อสารองค์กร และกิจการทางวิทยาศาสตร์
โทร. +46-18-16-50-00
ulf.bladin@phadia.com

แหล่งข่าว: Phadia

AsiaNet 44801