การวิเคราะห์ข้อมูล Edoxaban Phase II เพิ่มความเข้าใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของภาวะเลือดออกกับปริมาณการให้ยาในผู้ป่วยที่มีอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดเอเอฟ

       บอสตัน และ เอดิสัน, นิวเจอร์ซี–15 ก.ค.–พีอาร์นิวส์ไวร์ – เอเชียเน็ท / อินโฟเควสท์

 — การวิเคราะห์ทางเภสัชจลนศาสตร์ของการศึกษาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิด Atrial Fibrillation อาจอธิบายความสัมพันธ์ของภาวะเลือดออกกับหลักเกณฑ์การให้ยาที่แตกต่างกันระหว่างวันละครั้งวันกับวันละสองครั้ง —

 การวิเคราะห์ผลการศึกษา PhaseIIb ในหลายประเทศ (1) ด้วย Edoxaban (2) ซึ่งเป็นยาที่มีฤทธิยับยั้ง Factor Xa ช่วยให้เกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าเหตุใดผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิด เอเอฟ (Atrial Fibrillation) ซึ่งได้รับยา edoxaban วันละครั้ง (OD) จึงมีเลือดออกน้อยกว่าผู้ป่วยที่ได้รับยา edoxaban วันละ 2 ครั้ง (BID) ผลการวิเคราะห์พบว่า ภาวะเลือดออกจากการให้ยา edoxaban นั้น มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับระดับความเข้มข้นต่ำสุดของยาในเลือด มากกว่าระดับการสัมผัสโดยรวม (total exposure) หรือระดับความเข้มข้นสูงสุด และพบว่าระดับยาต่ำสุดอาจคาดเดาภาวะเลือดออกได้ดีที่สุด
 ผลการวิเคราะห์เหล่านี้ได้รับการนำเสนอในวันนี้ที่ XXII International Society on Thrombosis and Haemostasis Congress ในบอสตัน Edoxaban อยู่ในระหว่างการพัฒนาโดยบริษัทไดอิจิ ซังเคียว จำกัด (Daiichi Sankyo Company, Limited) (TSE: 4586) เพื่อให้ใช้เป็นยาสำหรับป้องกันภาวะลิ่มเลือดอุดตันทั้งหลอดเลือดแดงและหลอดเลือดดำ (arterial and venous thromboembolism) และบริษัทกำลังดำเนินการทดลอง Phase III กับผู้ป่วยภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิด เอเอฟ
 การวิเคราะห์ทางเภสัชจลนศาสตร์ (PK) ของการศึกษา Phase IIb ได้ทดสอบว่าอุบัติการณ์เลือดออกที่ได้รับรายงานในผู้ป่วยที่รับยา edoxaban ปริมาณ 30 หรือ 60 มิลลิกรัม แบบวันละครั้ง หรือ วันละ 2 ครั้ง มีความสัมพันธ์กับความเข้มข้นของ edoxaban ในเลือดอย่างไร การวิเคราะห์ได้สังเกตอัตราการเลือดออกเมื่อระดับความเข้มข้นของยาถึงจุดสูงสุด (หรือค่า Cmax) จุดต่ำสุด (ค่า Cmin) และเมื่อสัมผัสยาโดยรวม (หมายถึงการติดตามพื้นที่ใต้กราฟระหว่างความเข้มข้นกับเวลาที่ให้ยา (Area Under concentration versus time curve; AUC)) โดยทั่วไป การให้ยาวันละสองครั้ง จะให้ระดับความเข้มข้นในเลือดสม่ำเสมอหรือคงที่กว่า และพบว่าระดับ Cmin (troughs) ไม่ลดลงมาก และระดับ Cmax (peaks) ก็ไม่สูงมากเท่ากับการให้ยาวันละครั้ง
 “เมื่อเราประเมินค่าทางเภสัชจลนศาสตร์ในผู้ป่วยที่ได้รับยา edoxaban วันละครั้ง พบว่าความเข้มข้นต่ำสุดอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า และเกิดภาวะเลือดออกน้อยกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับการให้ยาวันละสองครั้ง” Robert P. Giugliano, M.D., S.M., Associate Physician, Cardiovascular Division, Brigham and Women’s Hospital กล่าว “ผลการวิเคราะห์เหล่านี้แย้งกับการคาดการณ์ของเราที่ว่าผู้ป่วยที่ได้รับยาวันละครั้งและมีระดับความเข้มข้นของยา edoxaban ที่ระดับสูงสุด จะเกิดภาวะเลือดออกมากที่สุด” “การศึกษา Phase II เป็นการศึกษาที่ไดอิจิ ซังเคียวมีความเด็ดขาดมาก โดยบริษัทได้กำกับเราไปที่การศึกษาหลักเกณฑ์การให้ยาที่เหมาะสมที่สุดเพื่อนำไปสู่การทดลองทางคลินิค Phase III สำหรับ ENGAGE AF-TIMI 48 ถึงความเหมาะสมของปริมาณยาที่ 60 และ 30 มิลลิกรัมต่อวัน” น.พ. ฟรานซิส แพลท รองประธานฝ่ายการพัฒนาทางคลินิค ที่ไดอิจิ ซังเคียว ฟาร์มา ดีเวลอปเมนท์ กล่าว
 
 เกี่ยวกับการศึกษาความปลอดภัย Phase IIb
 ในการศึกษา Phase II ขั้นต้น เราได้ทำการศึกษาผู้ป่วยรวม 1,146 รายที่มีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดเอเอฟ ดัชนี CHADS2 สูงกว่า หรือ เท่ากับ 2 เป็นระยะเวลา 3 เดือน ผู้ป่วยได้ถูกสุ่มเลือกให้ได้รับยา edoxaban แบบใดแบบหนึ่งจากทั้งหมด 4 หลักเกณฑ์ (30 mg/N=235 หรือ 60mg/N=234 โดยให้จ่ายยาวันละครั้ง; 30 mg/N=244 หรือ 60mg/N=180 โดยจ่ายยาวันละสองครั้ง) หรือรับยาต้านการแข็งตัวของเลือด warfarin (N=250) โดยปรับให้เข้ากับเป้าหมาย International Normalized Ratio (INR) ที่ 2.0-3.0 เป็นเวลา 12 สัปดาห์ โดยจะมีการกำหนดค่า INR สัปดาห์ละครั้งเป็นเวลา 4 สัปดาห์ และทุกๆสองสัปดาห์หลังจากนั้น โดยผู้ตรวจสอบและผู้สนับสนุนไม่ล่วงรู้ปริมาณยา edoxaban อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ได้รับยา warfarin ทราบว่าพวกเขาถูกสุ่มให้ได้รับยา warfarin
 สำหรับการประเมินอุบัติการณ์เลือดออก เราได้ดำเนินการตามแนวทางซึ่งจัดทำโดย International Society on Thrombosis and Haemostasis(3) ซึ่งเป็นมาตรวัดที่ตอบสนองได้ไวที่สุดที่มีอยู่ในปัจจุบันสำหรับการศึกษาเกี่ยวกับโรคหลอดเลือดหัวใจในระดับคลินิค ในกลุ่มผู้ที่ได้รับยา edoxaban วันละครั้งนั้น พบภาวะเลือดออกที่ระดับต่ำสุดในผู้ป่วย 17 ราย (7.3%) ที่ได้รับยาขนาด 60mg OD (N=234) และ ผู้ป่วย 13 ราย (5.5%) ที่ได้รับยาขนาด 30 mg OD (N=235) ส่วนในกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับยา edoxaban วันละสองครั้ง พบภาวะเลือดออกที่ระดับสูงสุดในผู้ป่วย 33 ราย (18.3%) ที่ได้รับยาขนาด 60mg BID (N=180) และ ผู้ป่วย 31 ราย (12.7%) ที่ได้รับยาขนาด 30 mg BID (N=244) การวิเคราะห์นี้พิจารณาเฉพาะผู้ป่วยที่ได้รับยา edoxoban จากการศึกษาระยะแรก โดยได้มีการเก็บตัวอย่าง PK ก่อนการให้ยาและหลังให้ยา 1-3 ชั่วโมงในวันที่ 28 ของการทดลอง โดยใช้วิธี Logistic Regression ในการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่าง PK และ ภาวะเลือดออก

 เกี่ยวกับ Edoxaban
 Edoxaban หรือ แต่เดิมถูกอ้างอิงถึงในฐานะโมเลกุล DU-176b เป็นยาละลายลิ่มเลือดชนิดรับประทานซึ่งออกฤทธิโดยตรงในการยับยั้ง Factor Xa ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้เลือดแข็งตัว ไดอิจิ ซังเคียว กำลังพัฒนา edoxaban ให้เป็นยาตัวใหม่สำหรับป้องกันภาวะอุดตันของหลอดเลือดแดงและหลอดเลือดดำ โดย ไดอิจิ ซังเคียว มีประสบการณ์มากกว่า 25 ปีในการทำการวิจัยในสาขาที่เกี่ยวกับการยับยั้ง Factor Xa และเป็นบริษัทแรกที่ทดลองสารเหล่านี้ในมนุษย์
 ไดอิจิ ซังเคียว กำลังลงทะเบียนผู้ป่วยภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดเอเอฟ จำนวน 16,500 รายเพื่อร่วมในการทดลอง edoxaban ใน PhaseIII ซึ่งมีชื่อว่า Effective Anticoagulation with Factor Xa Next Generation in Atrial Fibrillation (ENGAGE-AF) โดยการทดลอง Phase III นี้ จะเป็นการเปรียบเทียบ edoxaban กับ warfarin (INR2-3) เพื่อป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดสมองและภาวะ systemic embolic events (SEE) ในผู้ที่มีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดเอเอฟ นอกจากนี้ บริษัทกำลังศึกษา Edoxaban สำหรับใช้ในการป้องกันภาวะ VTE และ DVT หลังจากการผ่าตัดกระดูก

 เกี่ยวกับไดอิจิ ซังเคียว
 บริษัท ไดอิจิ ซังเคียว จำกัด คือผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมยาระดับโลก ก่อตั้งในปี 2005 จากการควบรวมกิจการของบริษัทยาชั้นนำของญี่ปุ่นสองแห่ง กำเนิดเป็นองค์กรเข้มแข็งที่สนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ยาใหม่ๆอย่างต่อเนื่องเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยทั่วโลก บริษัทให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนาเรื่องภาวะเส้นโลหิตแดงตีบเนื่องจากมีลิ่มเลือดในหลอดเลือด เนื้องอกชนิดอันตราย เบาหวาน และระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง นอกจากนี้ บริษัทยังให้ความสำคัญไม่น้อยไปกว่ากันในเรื่องการพัฒนาและวิจัยเกี่ยวกับโรคความดันโลหิตสูง ภาวะไขมันในเลือดสูง และการติดเชื้อจากแบคทีเรีย

       ข้อความคาดการณ์ล่วงหน้า
       ข่าวประชาสัมพันธ์ชิ้นนี้อาจมีข้อความคาดการณ์เกี่ยวกับอนาคตซึ่งตั้งอยู่บนสมมติฐานในปัจจุบันและการคาดการณ์ของไดอิจิ ซังเคียว ความเสี่ยงทั้งที่คาดการณ์ได้และคาดการณ์ไม่ได้ ความไม่แน่นอน และปัจจัยอื่นๆอาจจะทำให้เกิดผลลัพธ์ สถานการณ์ทางการเงิน การพัฒนา หรือผลการดำเนินงานของบริษัทที่แท้จริง แตกต่างอย่างมากจากที่บริษัทได้ประเมินไว้ ณ ที่นี้ โดยปัจจัยเหล่านี้หมายรวมถึงปัจจัยที่ได้มีการกล่าวถึงอยู่ในรายงานสาธารณะ ซึ่งเผยแพร่ที่เว็บไซต์ www.saiichisankyo-us.com บริษัทไม่มีหน้าที่ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อความคาดการณ์เหล่านี้ ไม่ว่าจะมีข้อมูลใหม่ๆ หรือมีการเปลี่ยนแปลงใดๆในอนาคตเกิดขึ้นหรือไม่ก็ตาม

 (1) Randomized, Parallel Group, Multicenter, Multinational Study
Evaluating Safety of DU-176b Compared with Warfarin in Subjects with
Non-Valvular Atrial Fibrillation,” presented at American Society of
Hematology annual meeting in December 2008.

               (2) Edoxaban tosylate รู้จักกันอีกชื่อว่า DU-176b

               (3) Schulman S., et al. Definition of major bleeding in clinical
investigations of antihemostatic medicinal products in non-surgical patients.
Journal of Thrombosis and Haemostasis 2005;3: 692-694.
แหล่งข่าว: ไดอิจิ ซังเคียว อิงค์

ติดต่อ: โตชิอากิ ซาอิ บริษัท ไดอิจิ ซังเคียว จำกัด (โตเกียว)
โทร. +81-3-6225-1126
หรือ
คิมเบอร์ลีย์ วิกซ์ บริษัท ไดอิจิ ซังเคียว อิงค์ (สหรัฐ)
โทร. +1-973-944-2338
มือถือ: +1-908-656-5447
หรือ
ดร. มิคาเอล่า พอดเลอร์ – เดบิวส์ บริษัท ไดอิจิ ซังเคียว ยุโรป
โทร. +49-(0)89-7808-685
มือถือ: +49-(0)172-845-8974